ข้อควรระวัง ! การให้อาหารสายยางการให้อาหารทางสายยางมีรายละเอียดที่ต้องระวังสูงมาก เพราะความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยได้ทันที นี่คือสรุป "ข้อควรระวัง" ที่สำคัญที่สุดที่คุณต้องท่องให้ขึ้นใจครับ:
1. ก่อนให้อาหาร: กฎเหล็ก "เช็ก 3 อย่าง"
เช็กตำแหน่งสาย: ตรวจสอบขีดที่ทำเครื่องหมายไว้ที่จมูกว่าเลื่อนออกมาจากจุดเดิมหรือไม่ หากสายเลื่อนออกมามาก ห้ามดันกลับเอง และห้ามให้อาหารทันที เพราะปลายสายอาจหลุดไปอยู่ที่หลอดลมได้
เช็กอาหารค้าง (Residual): ใช้ไซริงค์ดูดเช็กกระเพาะอาหารก่อนมื้อใหม่
ถ้าดูดได้เกิน 100-150 ml ให้ดันกลับเบาๆ แล้วเลื่อนมื้ออาหารออกไป 1 ชั่วโมง (เพื่อให้ร่างกายย่อยมื้อเก่าให้หมดก่อน ป้องกันการล้นและสำลัก)
เช็กความสะอาด: ล้างมือให้สะอาด และตรวจสอบว่าอุปกรณ์ (ไซริงค์/ถุงอาหาร) ล้างสะอาดและแห้งสนิท
2. ระหว่างให้อาหาร: "ท่านอนและความเร็ว"
ท่าทาง (สำคัญที่สุด): ต้องจัดให้ผู้ป่วย นอนหนุนหัวสูง 30-45 องศา เสมอ ห้ามให้อาหารขณะนอนราบเด็ดขาด
ความเร็ว: ปล่อยให้อาหารไหลช้าๆ ตามแรงโน้มถ่วง (ใช้เวลาประมาณ 20-30 นาทีต่อมื้อ) การใช้แกนไซริงค์ดันอาหารแรงๆ จะทำให้ผู้ป่วยจุก ท้องอืด หรือท้องเสียได้
ระวังลมเข้าท้อง: พับสายทุกครั้งที่เปลี่ยนอุปกรณ์ หรือเติมอาหาร และอย่าปล่อยให้อาหารหมดเกลี้ยงไซริงค์ก่อนเติมน้ำ/อาหารใหม่ เพราะลมที่เข้าไปจะทำให้ผู้ป่วยปวดท้อง
3. หลังให้อาหาร: "ล้างสายและห้ามนอนราบ"
ล้างสาย (Flush): ต้องล้างสายด้วยน้ำต้มสุก 30-50 ml ทุกครั้งหลังจบมื้ออาหารและมื้อยา เพื่อไม่ให้มีคราบอาหารค้างในสาย (ป้องกันสายบูดและสายอุดตัน)
ห้ามนอนราบทันที: หลังให้อาหารเสร็จ ต้องให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าหัวสูงต่ออีกอย่างน้อย 1 ชั่วโมง เพื่อให้น้ำย่อยและอาหารถูกส่งลงสู่ลำไส้ ลดความเสี่ยงการไหลย้อนกลับมาที่ปอด
4. ข้อควรระวังเรื่องตัวอาหารและยา
อุณหภูมิอาหาร: อาหารต้องไม่ร้อนจัด (ลวกทางเดินอาหาร) และไม่เย็นจัด (กระตุ้นลำไส้จนท้องเสีย) ควรเป็นอุณหภูมิห้อง
การบดยา: ห้ามผสมยาลงในอาหารปั่นเด็ดขาด ให้บดยาให้ละเอียด ละลายน้ำ และให้แยกจากมื้ออาหาร (ล้างสายก่อนและหลังให้ยาเสมอ)
อายุอาหาร: อาหารปั่นผสมเก็บในตู้เย็นได้ ไม่เกิน 24 ชั่วโมง และวางที่อุณหภูมิห้องได้ ไม่เกิน 2 ชั่วโมง
⚠️ สัญญาณอันตรายที่ต้องหยุดให้ทันที!
หากผู้ป่วยมีอาการดังนี้ขณะให้อาหาร ให้พับสายและหยุดทันที:
ไออย่างรุนแรง หรือหน้าเขียว
อาเจียน หรือสำลักออกมา
หายใจหอบเหนื่อย หรือมีเสียงครืดคราดในคอ
💡 เคล็ดลับ
การดูแลความสะอาด "ช่องปาก" เป็นเรื่องที่คนมักลืมครับ แม้ผู้ป่วยไม่ได้ทานทางปาก แต่แบคทีเรียในน้ำลายยังโตได้ปกติ หากผู้ป่วยสำลักน้ำลายตัวเองลงปอดอาจทำให้ปอดอักเสบได้ ดังนั้นควรแปรงฟันหรือเช็ดทำความสะอาดเหงือกและลิ้นวันละ 2 ครั้งด้วย