ข้อผิดพลาด ในการให้อาหารสายยาง !การดูแลผู้ป่วยให้อาหารทางสายยางต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบมากครับ เพราะความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่ภาวะปอดอักเสบจากการสำลัก หรือการติดเชื้อในกระแสเลือดได้
"ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย" ที่ผู้ดูแลต้องระวังเป็นพิเศษครับ:
1. ข้อผิดพลาดด้านความปลอดภัย (อันตรายสูงสุด)
ไม่เช็กตำแหน่งสายก่อนให้: นี่คือข้อผิดพลาดที่อันตรายที่สุด หากสายเลื่อนหลุดไปอยู่ที่หลอดลมแล้วเราเทอาหารลงไป อาหารจะเข้าปอดทันที ทำให้หายใจไม่ออกและปอดอักเสบรุนแรง
นอนราบขณะให้อาหาร: การให้อาหารในท่านอนราบหรือหนุนหัวต่ำเกินไป จะทำให้อาหารไหลย้อนขึ้นมาสำลักเข้าปอดได้ง่ายมาก
ไม่เช็กอาหารค้าง (Residual): การรีบให้อาหารมื้อใหม่ทั้งที่มื้อเก่ายังไม่ย่อย จะทำให้กระเพาะขยายตัวจนล้น ผลคือผู้ป่วยอาเจียนและสำลักครับ
2. ข้อผิดพลาดด้านเทคนิคและการจัดการ
ปล่อยให้ลมเข้าท้อง: เปิดจุกสายยางทิ้งไว้โดยไม่พับสาย หรือปล่อยให้อาหารหมดเกลี้ยงไซริงค์ก่อนเติมใหม่ จะทำให้ผู้ป่วยท้องอืดและปวดท้องมาก
ฉีดอาหารเร็วเกินไป: การใช้แกนไซริงค์ดันอาหารพรวดเดียว (เพราะอยากให้เสร็จไวๆ) จะทำให้ผู้ป่วยจุก คลื่นไส้ และท้องเสียได้
ละเลยการล้างสาย (Flush): การไม่ล้างน้ำตามหลังให้อาหารหรือยา จะทำให้คราบอาหารบูดเน่าค้างอยู่ในสาย เป็นแหล่งสะสมแบคทีเรียและทำให้สายยางอุดตันในที่สุด
3. ข้อผิดพลาดด้านความสะอาดและโภชนาการ
ใช้อาหารที่อุณหภูมิไม่เหมาะสม: ให้อาหารที่เพิ่งออกจากตู้เย็น (ทำให้ท้องเสีย) หรืออาหารที่ร้อนเกินไป (ลวกทางเดินอาหาร)
อุปกรณ์ไม่สะอาด: ใช้ไซริงค์ซ้ำหลายวันเกินไปโดยไม่ล้างให้สะอาด หรือเครื่องปั่นอาหารมีคราบสกปรก
ผสมยาลงในอาหาร: ตามที่เคยคุยกันครับ ยาบางชนิดจะทำให้อาหารจับตัวเป็นก้อนจนสายตัน และทำให้ยาออกฤทธิ์ไม่เต็มที่
📊 ตารางสรุป: สิ่งที่มักทำผิด vs วิธีที่ถูกต้อง
สิ่งที่มักทำผิด (อย่าหาทำ!) ❌ วิธีที่ถูกต้อง (ควรทำ) ✅
หนุนหัวสูงเฉพาะตอนเทอาหาร แล้วเอาหมอนออกทันที ต้องหนุนหัวสูงต่ออีกอย่างน้อย 1 ชั่วโมง หลังจบมื้อ
ใช้น้ำประปาผสมอาหารหรือล้างสาย ใช้ น้ำต้มสุก ที่เย็นลงแล้วเท่านั้น
ดันอาหารแรงๆ เมื่อสายเริ่มตัน ค่อยๆ ใช้ความดันน้ำอุ่น โยกเข้าออกเบาๆ
ลืมปิดจุกสายยางหลังให้เสร็จ พับสายก่อนถอดไซริงค์ และปิดจุกให้สนิทเสมอ
💡 เคล็ดลับ
ข้อผิดพลาดส่วนใหญ่มักเกิดจาก "ความรีบร้อน" ครับ การให้อาหารทางสายยางควรใช้เวลาอย่างน้อย 20-30 นาที เปรียบเสมือนการนั่งทานข้าวในมื้อปกติ หากเราใจเย็นและหมั่นสังเกตสีหน้าผู้ป่วยระหว่างให้ จะช่วยลดความเสี่ยงได้เกือบทั้งหมดเลย